Tag Archives: ทางเลือกการรักษามะเร็ง

เซซามิน รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

การจะให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เก่ง) สามารถทำงานได้เก่งมากขึ้น (จนสามารถไปทำลายเซลล์มะเร็ง) นั้น ในการวิจัยที่ใช้สารอาหารไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยใช้สารอาหารเพียงตัวเดียว จึงรู้ผลของสารอาหารนั้นได้ว่า สามารถกระตุ้นได้ผลจริงอย่างไร ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยการวัดปริมาณสาร IL-2 ว่ามีมากขึ้นหรือไม่

… ผลจากการวิจัยโดยใช้สาร Sesamin แล้วสามารถอธิบายได้ถึงระดับภายในเซลล์ จึงมั่นใจได้มากๆ เลยครับ

จากรายการขยายข่าว: สัมภาษณ์ ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ โดย ทิน โชคกมลกิจ

นาที 06:05 มะเร็งมันเก่งจริงๆ พอก้อนมันโตใหญ่ขึ้น มันต้องการอาหารเยอะ มันก็ปล่อยสาร VEGF ไปกระตุ้นเส้นเลือดที่อยู่ใกล้ๆ ให้สร้างเส้นเลือดใหม่งอกมาที่ตัวมัน เพื่อเอาอาหาร เอาออกซิเย่น เอาเลือด มาให้มะเร็งกิน

นาที 09:05 สาร IL-2 เป็นสารที่อย.อเมริกาให้การยอมรับเป็นยารักษามะเร็งขั้นสุดท้าย มีเข้ามาในเมืองไทยแล้ว เข็มละ 120,000฿ ต้องฉีด 3 เข็ม 360,000฿
… แต่ในความเป็นจริง เซซามิน (Sesamin) สามารถกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้สร้างสาร IL-2 เพิ่มขึ้นได้ (โดยไม่ต้องจ่ายแพงเป็นแสน)

นาที 09:50 สาร IL-2 นี้ มันอยู่ในร่างกายเรา แล้วมันสร้างขึ้นเอง ทำไมเราไม่ใช้อาหารหรือสารสักอย่างหนึ่ง ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้ว มันสามารถไปกระตุ้นให้ร่างกายเราสร้างสาร IL-2 ขึ้นได้เอง

นาที 10:25 เซลล์มะเร็งมันเก่งจริงๆ มันกดภูมิต้านทาน และทำอะไรหลายอย่าง

นาที 10:35 เราอธิบายได้ว่า เซซามิน (Sesamin) ไปตัดการสร้างเส้นเลือดใหม่

นาที 10:45 แล้วเราก็ให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เก่งมาก) ให้มันทำงานได้เก่งขึ้น (จนสามารถไปทำลายเซลล์มะเร็ง) ซึ่งพิสูจน์ได้โดยการวัดปริมาณสาร IL-2 ที่มีมากขึ้น

นาที 11:20 สิ่งที่เราค้นพบ เราเจาะลึกลงไปในระดับภายในเซลล์เลยว่า สาร VEGF ที่เซลล์มะเร็งปล่อยออกมากระตุ้นบนผิวเซลล์ แล้วส่งสัญญาณเข้าไปภายในเซลล์นั้น ถูกยับยั้งด้วย เซซามิน (Sesamin) จริง

นาที 11:35 ซึ่งกลไกนี้ เป็นกลไกสำคัญระดับยา

รายการขยายข่าว: สาร Sesamin ในงาดำกับมะเร็ง ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน

เผยแพร่เมื่อ July 27, 2016; ทาง TNN24 ช่อง 16

ป.ล. ข่าวงานวิจัยเซซามินล้วนๆ ไม่กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ใดๆ

aimmura-media1

ผักผลไม้… สาเหตุมะเร็งคนไทย!!!!

ผักพ่นพิษ’เบื้องหลัง‘ไร่พริก’...ทาสยาฆ่าแมลง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/detail/227271

ประเทศไทยมีความพยายามจะประกาศเป็น “ครัวโลก” แต่สภาพตอนนี้ดูเหมือนกลับกลายเป็น “ครัวโรค” เพราะอะไร? มาตรการแก้ไขจะทำได้หรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในวงจร “เกษตรพันธสัญญา” ที่ชาวไร่ชาวนากลายเป็นทาสสัญญาไม่เป็นธรรม

ย้อนไปเกือบสิบปีที่แล้ว คนไทยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตายผ่อนส่งด้วยการกินพิษร้ายจากสารเคมีที่ใช้ในแปลงเกษตรทั่วไป โดยเฉพาะผักและผลไม้หลักฐาน มาถูกเปิดเผยเมื่อ “อียู” (สหภาพยุโรป) ซึ่งมีระบบตรวจสอบสารพิษในอาหารที่นำเข้าประเทศ (Rapid Alert System for Food: RASFF) เมื่อปี 2553 หลังสุ่มตรวจผักผลไม้นำเข้าจากไทยพบว่า มีสารเคมีและแมลงศัตรูพืชตกค้างอันดับหนึ่ง

อียูส่งข้อมูลตรงกลับมาที่รัฐบาลไทยพร้อมประกาศห้ามนำเข้าชั่วคราวทันที โดยเฉพาะผักตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ กะหล่ำ พริก กะเพรา เนื่องจากตกใจที่ตรวจพบยาฆ่าแมลงอันตรายกว่า 20 ชนิดที่ทั่วโลกห้ามใช้เด็ดขาด เช่น คาร์โบฟูราน (Carbofuran), เมโทมิล (Methomyl) ฯลฯ

ผ่านไปหลายปี “อียู” ยังคงตรวจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากไทยแลนด์จะถูกนำมาตรวจเกือบทั้งหมด โดยไม่สุ่มตรวจเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารเคมีพิษที่ตกค้างในอาหารเป็นพิษร้ายอันตรายสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หรือมีอาการทางจิตประสาท

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN : ThailandPesticide Alert Network) เริ่มสุ่มตรวจในประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เจอข้อมูลสะเทือนขวัญผู้บริโภคว่า กว่าร้อยละ 60-70 ของผักผลไม้ยอดนิยมที่คนไทยชอบกินนั้น มียาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าโรคพืช และสารเคมีร้ายแรงที่ห้ามใช้ทั่วโลกหลายชนิด

เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคพยายามออกมาผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นในพืชผักบางประเภท แต่ตัวเลขล่าสุดของปี 2559 ก็ยังน่าตกใจ เพราะพบสารพิษตกค้างถึง 66 ชนิด รวมถึงที่อียูหวาดผวา 2 ชนิด ได้แก่ “คาร์โบฟูราน” พบตกค้างในพริก และ “เมโทมิล” ในฝรั่ง

4 พฤษภาคม 2559 “ไทยแพน” จัดแถลงข่าวเปิดเผยตัวเลขหลังจากเก็บตัวอย่างผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวม 138 ตัวอย่าง ได้แก่ กะหล่ำปลี แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ กะเพรา และพริกแดง และชนิดผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ แตงโม มะม่วงน้าดอกไม้ มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง และส้มสายน้าผึ้ง สินค้าสุ่มซื้อมาจากตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง 7 แห่ง เขตกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ อุบลราชธานี ระหว่าง 16-18 มี.ค. 2559 ตัวอย่างทั้งหมดส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการใน “อังกฤษ” เนื่องจากวิเคราะห์สารพิษตกค้างได้ถึง 450 ชนิด

ผลการตรวจสารพิษตกค้างอันดับ 1 คือ “พริกแดง” พบทั้งหมด 100 %เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่าง อันดับ 2 กะเพราและถั่วฝักยาว พบ 66.67% อันดับ 3 คะน้า 55.56% ส่วนผลไม้นั้น อันดับ 1 คือ ส้มสายน้าผึ้ง และฝรั่ง พบ 100 % รองลงมาเป็นแก้วมังกร มะละกอ มะม่วงน้าดอกไม้ ซึ่งพบสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 71.4 %

และที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้บริโภคมากสุด คือ พบว่าผักและผลไม้ “ปลอดสารพิษ” ที่ได้รับตราคิว “Q” หรือได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กลายเป็นว่ามีสารเคมีมากสุด และสูงถึง 57.1% ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผักผลไม้ “ไร้สารพิษ” หรือพวกออร์แกนิคไทยแลนด์(Organic Thailand) ซึ่งหมายถึงไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงที่ปลูก พบสารพิษตกค้างสูงเกินมาตรฐานถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนตัวอย่าง

ราคาของพืชผักไร้สารพิษ ปลอดสารพิษจะแพงกว่าธรรมดา 2 -3 เท่า เช่น คะน้าขายในตลาดสด 30-50 บาท เพิ่มเป็น 150-250 บาท พริกในตลาดแพ็คละ 20-30 บาท หากเป็นปลอดสารพิษพุ่งสูงถึง 200-300 บาท

“ปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานเครือข่าย ฯ อธิบายว่า ผักคิวคือผักปลอดสารพิษหมายถึงผักที่ใช้สารเคมีบ้างแต่การเก็บเกี่ยวจะระวังไม่ให้มีการตกค้างหลงเหลือมาถึงผู้บริโภค ส่วนผักไร้สารพิษนั้น คือแปลงผักต้องไม่ใช้สารเคมีเลย การสำรวจครั้งนี้ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคเหมือนถูกหลอกให้จ่ายแพงกว่า แต่เสี่ยงได้รับพิษเหมือนกัน โดยเฉพาะผักไร้สารพิษที่พบร้อยละ 25 ถือว่าสูงมาก เพราะหลักการแล้วไม่ควรตรวจพบเลย พร้อมกล่าวแนะนำว่า

“ตอนนี้มี 3 มาตรการสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือ ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรลงไปตรวจสอบว่า เจ้าของสินค้าทำผิดขั้นตอนส่วนไหน หรือ เป็นการแอบอ้าง และจากนี้ไปหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องช่วยกันตรวจสอบผักผลไม้ทั้งไร้สารและธรรมดาว่า กลุ่มที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานมาจากไร่สวนบริเวณใด 2 ซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างที่วางขายต้องช่วยกันรับผิดชอบคุณภาพสินค้าเกษตร เพราะเป็นตัวกลางที่ได้ผลกำไร ต้องสร้างระบบดูแลคุณภาพของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และ 3 ผู้บริโภคต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สร้างเครือข่ายกดดันให้มีการผลิตและวางขายเฉพาะสินค้างเกษตรที่ปลอดภัย”

คำถามที่ยังค้างคาใจคือ ทำไม “พริก” จึงกลายเป็นผักที่มีสารพิษตกค้างมากสุดถึง 23 ชนิด และพบตัวอย่างที่เก็บมาตรวจ ?

ตัวแทนจาก “คณะทำงานติดตามผลกระทบเกษตรพันธสัญญา” เปิดเผยเบื้องหลังฟาร์มพริกให้ฟังว่า ปัจจุบันการปลูกพริกเพื่อจำหน่ายนั้น ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของกลุ่มนายทุนขายเมล็ดพันธุ์พืช โดยเริ่มจากชักชวนเกษตรกรกลุ่มแรกมาสมัครสมาชิกหรือแปลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์พริกขายให้แปลงผักทั่วไป ฟาร์มพริกนี้จะต้องรับชนิดพันธุ์ที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น และต้องซื้อและต้องใช้ ยาฆ่าหญ้า ยาฆาแมลง ยาฆ่าโรคพืช สารกำจัดวัชพืช ฯลฯ ตามที่ตกลงกันไว้เพื่อให้ได้เมล็ดแม่พันธุ์ที่อวบอิ่ม สวยงาม สีแดงเขียวสดใส จากนั้นนายทุนจะซื้อเมล็ดไปขายให้ชาวไร่ทั่วไปที่ปลูกพริกขาย และทำสัญญาคล้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ใช้สารเคมีจำนวนมาก เพราะกำไรที่นายทุนได้มาจากส่วนนี้เป็นหลัก

“ พริกทั่วไปถ้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลงจะไม่ค่อยอวบสวย และต้นพริกโดยธรรมชาติติดโรคและตายง่าย ทำให้ต้องกระหน่ำใส่ยาต่าง ๆ เต็มที่ สารพิษเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของพริก เพราะสะสมตั้งแต่ในเมล็ดพันธุ์ ไม่สามารถล้างออกได้ คนกินจึงได้รับอันตรายสุด สุ่มตรวจเท่าไรก็เจอ รัฐบาลต้องเริ่มเอาจริงในการจัดการกับระบบเกษตรพันธสัญญาที่หลอกล่อให้ชาวไร่ชาวนากู้ยืมจากนายทุน สุดท้ายไม่มีเงินคืนก็กลายเป็นหนี้สิน ต้องทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ให้ใช้สารเคมีอะไรก็ใช้ นายทุนไม่สนใจว่ามีสารพิษตกค้างไปทำอันตรายคนกินแค่ไหน”

ตัวแทนจากข้างต้น ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกฯ พยายามผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรพันธสัญญา”เพื่อช่วยดูแลไม่ให้ชาวไร่ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน โดยเนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ

1. ห้ามทำสัญญา “ได้เปรียบ” อีกฝ่ายหนึ่ง 2. ห้ามส่งไม่ให้ขาย “พันธุ์พืช-สัตว์” “อาหาร” “ยา” และ“ปัจจัยผลิต” ที่ไม่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรหรือคู่สัญญา

3. “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ 4. ต้องเปิดเผยข้อมูลสัญญาต่อสาธารณะ 5. รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม “การลงทุน” และ “ภาษีอากร” ให้กับบริษัทหรือเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านการเกษตรพันธสัญญา

6. ทั้งฝ่ายเกษตรกรและบริษัทเอกชนต้องร่วมกันรับผิดชอบหากทำความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม 7. แต่งตั้ง “คณะกรรมการระงับข้อพิพาท” ทุกจังหวัด และ 8. เมื่อมีการร้องเรียนต้องพิจารณาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน โดยผู้ที่ทำผิดต้องรับโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 แสน-1 ล้านบาท ตามที่กฎหมายกำหนด

ล่าสุด ร่างกม.ข้างต้นอยู่ที่ “สนช.” หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกยกเป็นกฎหมายสำคัญ จึงไม่ได้รีบเร่งพิจารณา !?!

ชาวบ้านได้แต่หวังว่า ตัวเลขสารพิษที่ตกค้างในผัก-ผลไม้ ที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น อาจทำให้รัฐบาลเร่งสปีดออกกฎหมายตัวนี้มา และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดการควบคุมดูแล

ก่อนที่คนไทยจะตายผ่อนส่งเพราะกิน “ผักพิษ” “ผลไม้พิษ” ที่สำคัญ คือ มะเร็งหรือโรคร้ายที่เกิดจากสารพิษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดกับทุกคนที่จับจ่ายซื้ออาหารเข้าร่างกายวันละ 3 มื้อ

อย่าปล่อยให้คนไทยทำงานหนักแล้วสุดท้ายเอาเงินไปซื้อสารพิษกิน และอย่าปล่อยให้ชื่อเสียงไทยแลนด์จาก “ครัวโลก” เป็น “ครัวโรค” !

#เสียเงินบาทเพื่อป้องกันดีกว่าเสียเงินพันเพื่อรักษา
#วันนี้คุณทานเอมมูร่าหรือยัง

ครั้งแรกของโลก!
นักวิจัย มช.ค้นพบสารสกัดเมล็ดงายับยั้งมะเร็ง 

แมมโมแกรมมะเร็งเต้านม มีโทษมากกว่าประโยชน์

งานวิจัยชี้แมมโมแกรมมะเร็งเต้านม  มีโทษมากกว่าประโยชน์

แมมโมแกรม1

ผลการวิจัยต่างประเทศล่าสุดชี้การตรวจหามะเร็งเต้มนมด้วย “ระบบแมมโมแกรม-เอ็กซ์เรย์” อาจให้โทษมากกว่าประโยชน์

ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเอ็กซ์เรย์เพื่อตรวจหามะเร็งเต้านม หรือการทำแมมโมแรมราวๆ 37 ล้านรายต่อปี และเกือบสามในสี่ของผู้หญิงในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการทำแมมโมแกรมในช่วงปีที่ผ่านมา

คำถามที่นักวิจัยทางการแพทย์ต้องการหาคำตอบ คือ การตรวจพบมะเร็งเต้านมที่เล็กมากจนใช้มือคลำไม่พบ แต่ใช้ mammogram ตรวจพบนั้น ช่วยป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมอย่างได้ผลจริงหรือไม่

มีงานวิจัยเรื่องแมมโมแกรมที่กระทำในประเทศแคนาดา ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่สุดและละเอียดรอบคอบมากที่สุดชิ้นหนึ่ง โดยมีผู้หญิงเข้าร่วมโครงการ 90,000 รายและใช้เวลาติดตามศึกษานานถึง 25 ปี

memmogram

และผลการวิจัยชิ้นนี้ที่เพิ่งเปิดเผยออกมา ระบุว่า อัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากโรคมะเร็งเต้านมและจากโรคอื่นๆ ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะได้รับการทำแมมโมแกรมหรือไม่ งานวิจัยชิ้นนี้กล่าวต่อไปด้วยว่า การทำแมมโมแกรมยังให้โทษได้อีกด้วย เพราะพบว่า หนึ่งในห้าของผู้ที่การทำแมมโมแกรมระบุว่าเป็นมะเร็งและต้องรับการบำบัดรักษานั้น ปรากฏว่ามะเร็งที่ตรวจพบ ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพและไม่จำเป็นต้องบำบัดรักษาด้วยการทำเคมีบำบัด การผ่าตัด หรือการฉายรังสี

การตรวจหามะเร็งเต้านม

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ไว้แล้วในวารสาร British Medical Journal และคำตอบที่นักวิจัยได้จากงานชิ้นนี้ ก็คือ การตรวจพบมะเร็งเต้านมที่เล็กมากจนใช้มือคลำไม่พบ แต่ใช้แมมโมแกรมตรวจพบนั้น ไม่ได้เพิ่มความได้เปรียบให้กับผู้หญิง

ความเห็นเรื่องการทำแมมโมแกรมนี้แตกแยกกันเป็นสองฝ่ายมานานแล้วในวงการแพทย์ ฝ่ายหนึ่งซึ่งมีทั้งแพทย์และคนไข้ที่เป็นมะเร็งเต้านม เชื่อว่าการทำแมมโมแกรมเป็นประจำช่วยป้องกันการเสียชีวิต ในขณะที่นักวิจัยทางการแพทย์ ซี่งมีจำนวนมากขึ้นทุกที ให้ความเห็นว่า ไม่มีหลักฐานรองรับความเชื่อดังกล่าว หรือถ้ามี ก็เป็นหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ

บทบรรณาธิการของวารสาร British Medical Journal ที่ตีพิมพ์ควบคู่กับผลงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า งานวิจัยก่อนหน้านี้ กระทำกันขึ้นก่อนจะมียาอย่างเช่น Tamoxifen ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งได้อย่างมาก จึงทำให้การตรวจพบแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญน้อยลง

ขณะเดียวกัน ผู้หญิงสมัยนี้มีความเข้าใจในอันตรายของโรคมะเร็งเต้านมมากขึ้น และเอาใจใส่กับร่างกายของตนได้ดีกว่าและมากกว่าผู้หญิงในสมัยก่อน นอกจากนี้ งานวิจัยเป็นจำนวนมากไม่ได้ยึดถือมาตรฐานการทดลองอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในการสุ่มตัวอย่างจัดกลุ่มที่ได้รับการทำแมมโมแกรมกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการทำแมมโมแกรม

นักวิจัยยังพบด้วยว่า มีมะเร็งหลายชนิด ที่เติบโตอย่างเชื่องช้า หรือไม่เติบโตเลยและไม่ต้องบำบัดรักษา มะเร็งบางชนิดหดตัวลงเองหรือหายไปเลยก็มี ปัญหาก็คือ เมื่อทำแมมโมแกรมและพบมะเร็ง แพทย์ต้องให้การบำบัดรักษา เพราะไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่า จะเป็นมะเร็งอันตรายหรือไม่

อัตราการบำบัดรักษาในลักษณะนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นหนึ่งในสาม ถ้ารวมผลการตรวจพบมะเร็งในท่อน้ำนมในเต้านม ที่เรียกว่า Ductal Carcinoma in situ (D.C.I.S.) ซึ่งต้องใช้การทำแมมโมแกรมเท่านั้นจึงจะพบ ปัญหาก็คือมะเร็งชนิดนี้อาจจะหลุดออกจากท่อน้ำนมเข้าไปในเต้านม หรืออาจไม่เข้าไปเลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจพบด้วยการทำแมมโมแกรม แพทย์มักจะทำการผ่าตัดถึงขั้นตัดเต้านมออก

อย่างไรก็ตามเรื่องควรจะรับการทำแมมโมแกรมหรือไม่นี้ยังไม่มีข้อยุติ ในเวลานี้มีแต่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ประเทศเดียวที่ออกมาแนะนำว่า ไม่ควรทำ ในขณะที่ American Cancer Society มีคำแถลงออกมาว่า กำลังทบทวนผลการวิจัยนี้และจะมีคำแนะนำที่ปรับเปลี่ยนออกมาให้ในเวลาต่อไปภายในปีนี้

ที่มาของบทความ:  http://www.theguardian.com/commentisfree/2014/apr/28/breast-cancer-mammograms-early-detection-research

ข้อแนะนำ

กันไว้ดีกว่าแก้  หากคุณผู้หญิงกลัวจะมีมะเร็งเต้านมเป็นของตัวเอง และไม่อยากเสี่ยงกับอันตรายจากรังสีในการตรวจแมมโมแกรม เราก็มีทางเลือก  คือการตรวจเต้านมด้วยตนเอง (ตามวิธีที่จะอธิบายต่อไป) หรือ ทานอาหารเสริม ที่มี สารสกัด “เซซามิน” ซึ่งเป็นสารสกัดจากงาดำ มีงานวิจัยรับรองว่า เซซามินช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง โดยทำให้เซลล์มะเร็งมีอายุสั้น (ทำให้เซลล์มะเร็งเข้าสู่วงจร Dead Cell) และควรทานอาหารเเสริมที่มีส่วนผสมของรำข้าวสีนิล ด้วย  ซึ่งจากงานวิจัยที่ใช้เทคโนโลยี่ ที่เรียกว่า high througput screening และในสัตว์ทดลอง พบว่า สารในกลุ่มของ anthocyanins 2 ชนิดคือ Peonidin-3-glucoside และ cyaniding-3-glucoside สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่มี Human epidermal growth factor receptor 2 (HER2) แสดงออกมากกว่าปรกติได้

วิธีการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง ควรทำอย่างสม่ำเสมอโดยทำการตรวจเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงตั้งแต่มีประจำเดือนประมาณ 7-10 วัน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันแรกของการมีประจำเดือน หรือตรวจในช่วงที่รู้สึกว่าเต้านมนิ่มลง เนื่องจากในช่วงระยะเวลานั้นเต้านมจะไม่ตึงตัวมากจึงสามารถคลำก้อนได้ชัดเจน หรือคลำก้อนที่มีขนาดที่ยังเล็กได้โดยง่าย

ส่วนผู้ที่เข้าสู่วัยทองซึ่งประจำเดือนหมดไปแล้ว หรือได้รับการผ่าตัดมดลูกไปแล้ว ให้กำหนดวันที่แน่นอนสำหรับการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือนเพื่อการจดจำง่าย และให้ตรวจวันเดียวกันของทุกเดือน เช่น วันที่ 1 ของเดือน หรือวันสุดท้ายของเดือน เป็นต้น

ขั้นตอนแรกของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง คือ การสังเกตความผิดปกติด้วยการดูลักษณะภายนอกของเต้านม

การดู

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง

โดยให้ยืนตรงมือแนบลำตัว สังเกตลักษณะของเต้านมว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหัวนมหรือไม่ ลักษณะของผิวหนังมีรอยบุ๋ม มีก้อนนูน ผิวหนังบวม มีแผลหรือมีเส้นเลือดสีดำใต้ผิวหนังมากเพิ่มขึ้นที่ผิดปกติหรือไม่

การดูให้สังเกตเปรียบเทียบเต้านมทั้งสองข้างว่าแตกต่างผิดไปจากเดิมหรือไม่ด้วย ทำการหันตัวเล็กน้อยเพื่อสามารถมองเห็นด้านข้างของเต้านมทั้งสองข้างได้อย่างชัดเจน สังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและรอยบุ๋มเช่นเดียวกัน

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง2

จากนั้นให้ยกมือขึ้นทั้ง 2 ข้าง เพื่อสังเกตความผิดปกติของรอยบุ๋มของผิวหนังบริเวณเต้านมที่เกิดจากการดึงรั้ง เนื่องจากในรายที่เป็นมะเร็งอาจจะมีการดึงรั้งของเนื้อเยื่อให้เกิดรอยบุ๋มได้

การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง3

เอามือท้าวสะเอวเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกตึงตัว แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อให้สังเกตรอยดึงรั้งของผิวหนังได้ง่ายขึ้น เมื่อไม่พบความผิดปกติจากการสังเกตดูที่เต้านมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการคลำที่เต้านม

การคลำ

การคลำตรวจมะเร็งเต้านม1การตรวจเต้านมควรทำทั้งในท่านั่งและท่านอน สิ่งที่สำคัญของการตรวจ คือ การตรวจให้ทั่วพื้นที่ของบริเวณเต้านม โดยใช้ด้านฝ่ามือของนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง บริเวณค่อนไปทางปลายนิ้ว เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ไวต่อการสัมผัส การคลำเต้านมจะต้องคลำให้ทั่วทั้งพื้นที่ของเต้านม ในลักษณะคลึงวนเป็นก้นหอยเล็ก ๆ ไปตามเต้านม เนื่องจากตำแหน่งของเต้านมที่อยู่บนผนังทรวงอกเป็นตำแหน่งที่สามารถตรวจพบมะเร็งเต้านมได้

การคลำตรวจมะเร็งเต้านม2สังเกตความผิดปกติว่ามีของเหลว หรือเลือดออกจากหัวนมในขณะที่กดบริเวณปานนมหรือไม่ การบีบบริเวณหัวนมควรทำด้วยความนิ่มนวล ไม่ควรบีบเค้นบริเวณหัวนมอย่างรุนแรง เพราะหากมีความผิดปกติจะพบว่ามีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนมเมื่อมีการกดโดยไม่ต้องบีบเค้น

การคลำตรวจมะเร็งเต้านม3ในท่านั่ง ใช้นิ้วมือคลำบริเวณเต้านม ส่วนที่อยู่ใต้รักแร้ว่ามีก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติหรือไม่ โดยการห้อยแขนลงมาเพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าอกหย่อนลง เนื่องจากหากกล้ามเนื้อตึงเกินไปจะไม่สามารถคลำรักแร้ได้อย่างชัดเจน

การคลำตรวจมะเร็งเต้านม4

จากนั้นทำการตรวจโดยการนอนบนที่นอนยกแขนหนุนศีรษะ ในท่านี้อาจจะใช้ผ้าขนหนูม้วน หรือใช้หมอนขนาดเล็กสอดรองที่บริเวณหลังและไหล่ข้างที่ต้องการตรวจ เพื่อทำให้บริเวณทรวงอกด้านนั้นแอ่นขึ้นมาเล็กน้อย จะสามารถคลำได้ชัดเจนดียิ่งขึ้น

การคลำตรวจมะเร็งเต้านม5การคลำเต้านม จะใช้นิ้วมือ 3 นิ้ว คลำในลักษณะคลึงวนเป็นก้นหอยเล็ก ๆ บริเวณเต้านมให้ทั่วทั้งเต้านม ในระดับความแรง 3 ระดับ คือ ระดับตื้นลงไปจากผิวหนังเล็กน้อย ระดับที่ลึกลงไป และระดับที่ลึกถึงผนังหน้าอก โดยทิศทางในการคลำสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งสามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้

คลำในแนวก้นหอย หามะเร็ง1คลำในแนวก้นหอย
โดยสามารถคลำได้ในทิศทางทั้งทวนเข็มนาฬิกา หรือตามเข็มนาฬิกาก็ได้

การคลำในแนวดิ่ง หามะเร็งการคลำในแนวดิ่ง
จากใต้เต้านมจนถึงกระดูก ไหปลาร้า คลำจากบนลงล่าง หรือจากล่างขึ้นบนก็ได้

คลำในแนวรูปลิ่ม หามะเร็งเต้านม

คลำในแนวรูปลิ่ม
ทิศทางเป็นเส้นตรงรัศมีในออกนอก หรือนอกเข้าในก็ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้ที่มีเต้านมใหญ่หรือเนื้อเต้านมมาก แนะนำให้นอนตะแคงโดยเอาด้านข้างของลำตัวด้านนั้นให้สูงขึ้น เพื่อที่จะคลำด้านข้างได้ชัดเจน เนื่องจากเนื้อเต้านมจะไปกองอยู่ที่บริเวณด้านข้างทำให้คลำได้ยาก ใช้วิธีคลำให้คลำลงล่างและขึ้นบนไปมาจนทั่วบริเวณ จากนั้นให้นอนหงายเพื่อคลำด้านในให้ทั่วเช่นเดียวกัน

การตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็นการตรวจที่จะเกิดประโยชน์อย่างมาก หากได้ทำการฝึกฝนเป็นประจำและสม่ำเสมอจนชำนาญ เพื่อให้ทราบสภาพของเต้านมตนเอง และเมื่อพบสิ่งผิดปกติที่เปลี่ยนแปลงไปจะสามารถสังเกตได้โดยง่าย สิ่งที่สำคัญของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง คือ ทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างถูกวิธี เดือนละ 1 ครั้ง และคลำไปให้ทั่วบริเวณเต้านมและรักแร้

ในกรณีที่ตรวจพบความผิดปกติ หรือสงสัยในสิ่งที่ตรวจพบว่าอาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น ท่านควรจะไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจซ้ำหรือตรวจเพิ่มเติม เพื่อให้การวินิจฉัยและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ท่านต่อไป

 

เซซามินกับการกระจายตัวของโรคมะเร็งปอด

งานวิจัยข้างล่างนี้แสดงให้เห็นว่า เซซามินสามารถยับยั้งการกระจายตัวของมะเร็งปอด ที่ใช้วิธีการสร้างเส้นเลือดใหม่ ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นได้ดังรูป

54 sesamin and cancle