Category Archives: งานวิจัยเซซามิน

งานวิจัยสารสกัดจากงาดำ “เซซามิน” ช่วยดูแลสุขภาพในองค์รวม มีงานวิจัยรองรับมากมาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดูแลสุขภาพทุกวันด้วย “เซซามิน”

คณะแพทย์ฯ มช. คิดค้นสาร”เซซามิน”สกัดจากงาดำ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง-ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคสมอง ไขข้ออักเสบ

201612211826521-20021028190355

วันที่ 21 ธันวาคม 2559 ที่ห้องประชุมชั้น 15 อาคารเฉลิมพระบารมี ภายในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) ได้แถลงข่าวประมวลผลงานด้านงานวิจัย หนึ่งในงานวิจัยที่โดดเด่นของคณะประจำปี2559 คือ งานวิจัย ′วิจัยงา และรำข้าว 4.0′ ซึ่ง ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มช. ในฐานะหัวหน้าหน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ และเซลล์ต้นกำเนิด ได้เปิดเผยว่า ในระยะ 6 ปีที่ผ่านมา ตนได้เล็งเห็นถึงการใช้โภชนบำบัด หรือการรับประทานอาหารให้เป็นยา การใช้อาหารช่วยในการรักษาโรคโดยการดัดแปลงอาหารธรรมดา ให้เป็นอาหารที่เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยงาดำ ซึ่งพบว่า ในเมล็ดงาดำมีสาร ′เซซามิน′ ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง และช่วยฟื้นฟูสภาพเซลล์ที่เสื่อมไปให้กลับมาทำงานเป็นปกติได้

นอกจากนี้ยังพบว่าสารเซซามินช่วยทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเพิ่มมากขึ้น สามารถป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกพรุน และยังสามารถปกป้องเซลล์ประสาทที่เสื่อมสภาพให้สามารถกลับมาทำงานเป็นปกติได้ สรุปได้ว่า สารสกัดเซซามินจากงาดำ สามารถต้านเซลล์ต่างๆที่เสื่อมสภาพแล้ว ยังสามารถฟื้นฟูและป้องกันเซลล์ที่ถูกทำลายลงได้

ศ.ดร.ปรัชญา กล่าวว่า จากที่เริ่มทำการศึกษาวิจัยตั้งแต่ปี 2553 โดยได้พัฒนาสารเซซามินจากงาดำออกมาในรูปแบบแคปซูลอาหารเสริม และให้ผู้ป่วยโรคสมอง กับโรคมะเร็งรับประทาน ควบคู่ไปกับการรับประทานยาที่แพทย์สั่ง ผ่านไป 6 เดือน พบว่า ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นเจ้าชายนิทรา พูดไม่ได้ขยับตัวไม่ได้ กลับมาพูดได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยคีโม มีอาการผมร่วงหมด เมื่อรับประทานสารเซซามินจากแคปซูลควบคู่กับยาที่รับประทานตามปกติ พบว่าผมได้งอกขึ้นตามปกติ และผู้ป่วยอีกหลายรายที่ได้ทำการทดสอบด้วยวิธีการให้รับประทานสารเซซามินจากงาดำแคปซูลนี้ควบคู่ไปกับยาที่รักษา กลับได้ผลเป็นปกติถึงร้อยละ 90

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบันคณะแพทยศาสตร์ มช. ได้ทำการจดสิทธิบัตรไปแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย ในอนาคตพร้อมก้าวสู่เชิงพาณิชย์ ขณะนี้สามารถสร้างรายได้ตอบแทน มช.กว่า 7 ล้านบาท และในคาดว่าใน 5 ปีข้างหน้า จะสร้างรายได้เข้ามหาวิทยาลัยกว่า 30 ล้านบาท โดยเร่งสนับสนุนทุนวิจัย ที่จะสามารถนำนวัตกรรมงานวิจัย ไปผลิตและสร้างรายได้ตอบแทนให้กับชุมชนและมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นในอนาคต

ศ.ดร.ปรัชญา กล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไม่ใช่สมุนไพร แต่ทำจากอาหาร ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยได้ยินข่าวว่าคนกินรำข้าวงาข้าวแล้วเสียชีวิต เพราะฉะนั้นแทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ต่างจากการรับประทานสมุนไพรที่กินต่อเนื่องนานๆไม่ได้ เราอยากจะทำให้ขยายออกต่างประเทศมากขึ้น กัมพูชา เมียนมาร์ สปป.ลาว มาเลเซีย ฯลฯ ขยายไปถึงยุโรป เอเซีย และตะวันออกกลาง ซึ่งจะช่วยส่งผลดีไปถึงชาวนาผู้ผลิตแหล่งวัตถุดิบทางเกษตรกรรมได้ด้วย

“การใช้เวลาเข้าไปเสริมสร้างขึ้นอยู่กับตัวบุคคลว่าอาการเป็นอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไร และการที่ร่างกายของแต่ละคนจะตอบสนอง ที่คนนำไปใช้แล้วเกิดประโยชน์ได้อย่างชัดเจนมาก คือโรคข้อเสื่อมข้ออักเสบ มีงานศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยืนยันชัดเจนว่าสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเบาหวานได้แต่ต้องใช้เวลาบ้าง แผลเบาหวานที่รักษาไม่ได้จะค่อยๆแห้งและดีขึ้น ในผู้ป่วยมะเร็ง โรคสมอง พาร์คินสัน ผู้ป่วยที่หลอดเลือดอุดตันแตกจะค่อยฟื้นตัว”

ที่มา: http://www.matichon.co.th/news/402562

addline_and_order_aimmura

ผักผลไม้… สาเหตุมะเร็งคนไทย!!!!

ผักพ่นพิษ’เบื้องหลัง‘ไร่พริก’...ทาสยาฆ่าแมลง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/detail/227271

ประเทศไทยมีความพยายามจะประกาศเป็น “ครัวโลก” แต่สภาพตอนนี้ดูเหมือนกลับกลายเป็น “ครัวโรค” เพราะอะไร? มาตรการแก้ไขจะทำได้หรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในวงจร “เกษตรพันธสัญญา” ที่ชาวไร่ชาวนากลายเป็นทาสสัญญาไม่เป็นธรรม

ย้อนไปเกือบสิบปีที่แล้ว คนไทยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตายผ่อนส่งด้วยการกินพิษร้ายจากสารเคมีที่ใช้ในแปลงเกษตรทั่วไป โดยเฉพาะผักและผลไม้หลักฐาน มาถูกเปิดเผยเมื่อ “อียู” (สหภาพยุโรป) ซึ่งมีระบบตรวจสอบสารพิษในอาหารที่นำเข้าประเทศ (Rapid Alert System for Food: RASFF) เมื่อปี 2553 หลังสุ่มตรวจผักผลไม้นำเข้าจากไทยพบว่า มีสารเคมีและแมลงศัตรูพืชตกค้างอันดับหนึ่ง

อียูส่งข้อมูลตรงกลับมาที่รัฐบาลไทยพร้อมประกาศห้ามนำเข้าชั่วคราวทันที โดยเฉพาะผักตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ กะหล่ำ พริก กะเพรา เนื่องจากตกใจที่ตรวจพบยาฆ่าแมลงอันตรายกว่า 20 ชนิดที่ทั่วโลกห้ามใช้เด็ดขาด เช่น คาร์โบฟูราน (Carbofuran), เมโทมิล (Methomyl) ฯลฯ

ผ่านไปหลายปี “อียู” ยังคงตรวจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากไทยแลนด์จะถูกนำมาตรวจเกือบทั้งหมด โดยไม่สุ่มตรวจเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารเคมีพิษที่ตกค้างในอาหารเป็นพิษร้ายอันตรายสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หรือมีอาการทางจิตประสาท

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN : ThailandPesticide Alert Network) เริ่มสุ่มตรวจในประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เจอข้อมูลสะเทือนขวัญผู้บริโภคว่า กว่าร้อยละ 60-70 ของผักผลไม้ยอดนิยมที่คนไทยชอบกินนั้น มียาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าโรคพืช และสารเคมีร้ายแรงที่ห้ามใช้ทั่วโลกหลายชนิด

เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคพยายามออกมาผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นในพืชผักบางประเภท แต่ตัวเลขล่าสุดของปี 2559 ก็ยังน่าตกใจ เพราะพบสารพิษตกค้างถึง 66 ชนิด รวมถึงที่อียูหวาดผวา 2 ชนิด ได้แก่ “คาร์โบฟูราน” พบตกค้างในพริก และ “เมโทมิล” ในฝรั่ง

4 พฤษภาคม 2559 “ไทยแพน” จัดแถลงข่าวเปิดเผยตัวเลขหลังจากเก็บตัวอย่างผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวม 138 ตัวอย่าง ได้แก่ กะหล่ำปลี แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ กะเพรา และพริกแดง และชนิดผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ แตงโม มะม่วงน้าดอกไม้ มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง และส้มสายน้าผึ้ง สินค้าสุ่มซื้อมาจากตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง 7 แห่ง เขตกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ อุบลราชธานี ระหว่าง 16-18 มี.ค. 2559 ตัวอย่างทั้งหมดส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการใน “อังกฤษ” เนื่องจากวิเคราะห์สารพิษตกค้างได้ถึง 450 ชนิด

ผลการตรวจสารพิษตกค้างอันดับ 1 คือ “พริกแดง” พบทั้งหมด 100 %เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่าง อันดับ 2 กะเพราและถั่วฝักยาว พบ 66.67% อันดับ 3 คะน้า 55.56% ส่วนผลไม้นั้น อันดับ 1 คือ ส้มสายน้าผึ้ง และฝรั่ง พบ 100 % รองลงมาเป็นแก้วมังกร มะละกอ มะม่วงน้าดอกไม้ ซึ่งพบสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 71.4 %

และที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้บริโภคมากสุด คือ พบว่าผักและผลไม้ “ปลอดสารพิษ” ที่ได้รับตราคิว “Q” หรือได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กลายเป็นว่ามีสารเคมีมากสุด และสูงถึง 57.1% ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผักผลไม้ “ไร้สารพิษ” หรือพวกออร์แกนิคไทยแลนด์(Organic Thailand) ซึ่งหมายถึงไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงที่ปลูก พบสารพิษตกค้างสูงเกินมาตรฐานถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนตัวอย่าง

ราคาของพืชผักไร้สารพิษ ปลอดสารพิษจะแพงกว่าธรรมดา 2 -3 เท่า เช่น คะน้าขายในตลาดสด 30-50 บาท เพิ่มเป็น 150-250 บาท พริกในตลาดแพ็คละ 20-30 บาท หากเป็นปลอดสารพิษพุ่งสูงถึง 200-300 บาท

“ปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานเครือข่าย ฯ อธิบายว่า ผักคิวคือผักปลอดสารพิษหมายถึงผักที่ใช้สารเคมีบ้างแต่การเก็บเกี่ยวจะระวังไม่ให้มีการตกค้างหลงเหลือมาถึงผู้บริโภค ส่วนผักไร้สารพิษนั้น คือแปลงผักต้องไม่ใช้สารเคมีเลย การสำรวจครั้งนี้ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคเหมือนถูกหลอกให้จ่ายแพงกว่า แต่เสี่ยงได้รับพิษเหมือนกัน โดยเฉพาะผักไร้สารพิษที่พบร้อยละ 25 ถือว่าสูงมาก เพราะหลักการแล้วไม่ควรตรวจพบเลย พร้อมกล่าวแนะนำว่า

“ตอนนี้มี 3 มาตรการสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือ ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรลงไปตรวจสอบว่า เจ้าของสินค้าทำผิดขั้นตอนส่วนไหน หรือ เป็นการแอบอ้าง และจากนี้ไปหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องช่วยกันตรวจสอบผักผลไม้ทั้งไร้สารและธรรมดาว่า กลุ่มที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานมาจากไร่สวนบริเวณใด 2 ซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างที่วางขายต้องช่วยกันรับผิดชอบคุณภาพสินค้าเกษตร เพราะเป็นตัวกลางที่ได้ผลกำไร ต้องสร้างระบบดูแลคุณภาพของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และ 3 ผู้บริโภคต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สร้างเครือข่ายกดดันให้มีการผลิตและวางขายเฉพาะสินค้างเกษตรที่ปลอดภัย”

คำถามที่ยังค้างคาใจคือ ทำไม “พริก” จึงกลายเป็นผักที่มีสารพิษตกค้างมากสุดถึง 23 ชนิด และพบตัวอย่างที่เก็บมาตรวจ ?

ตัวแทนจาก “คณะทำงานติดตามผลกระทบเกษตรพันธสัญญา” เปิดเผยเบื้องหลังฟาร์มพริกให้ฟังว่า ปัจจุบันการปลูกพริกเพื่อจำหน่ายนั้น ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของกลุ่มนายทุนขายเมล็ดพันธุ์พืช โดยเริ่มจากชักชวนเกษตรกรกลุ่มแรกมาสมัครสมาชิกหรือแปลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์พริกขายให้แปลงผักทั่วไป ฟาร์มพริกนี้จะต้องรับชนิดพันธุ์ที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น และต้องซื้อและต้องใช้ ยาฆ่าหญ้า ยาฆาแมลง ยาฆ่าโรคพืช สารกำจัดวัชพืช ฯลฯ ตามที่ตกลงกันไว้เพื่อให้ได้เมล็ดแม่พันธุ์ที่อวบอิ่ม สวยงาม สีแดงเขียวสดใส จากนั้นนายทุนจะซื้อเมล็ดไปขายให้ชาวไร่ทั่วไปที่ปลูกพริกขาย และทำสัญญาคล้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ใช้สารเคมีจำนวนมาก เพราะกำไรที่นายทุนได้มาจากส่วนนี้เป็นหลัก

“ พริกทั่วไปถ้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลงจะไม่ค่อยอวบสวย และต้นพริกโดยธรรมชาติติดโรคและตายง่าย ทำให้ต้องกระหน่ำใส่ยาต่าง ๆ เต็มที่ สารพิษเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของพริก เพราะสะสมตั้งแต่ในเมล็ดพันธุ์ ไม่สามารถล้างออกได้ คนกินจึงได้รับอันตรายสุด สุ่มตรวจเท่าไรก็เจอ รัฐบาลต้องเริ่มเอาจริงในการจัดการกับระบบเกษตรพันธสัญญาที่หลอกล่อให้ชาวไร่ชาวนากู้ยืมจากนายทุน สุดท้ายไม่มีเงินคืนก็กลายเป็นหนี้สิน ต้องทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ให้ใช้สารเคมีอะไรก็ใช้ นายทุนไม่สนใจว่ามีสารพิษตกค้างไปทำอันตรายคนกินแค่ไหน”

ตัวแทนจากข้างต้น ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกฯ พยายามผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรพันธสัญญา”เพื่อช่วยดูแลไม่ให้ชาวไร่ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน โดยเนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ

1. ห้ามทำสัญญา “ได้เปรียบ” อีกฝ่ายหนึ่ง 2. ห้ามส่งไม่ให้ขาย “พันธุ์พืช-สัตว์” “อาหาร” “ยา” และ“ปัจจัยผลิต” ที่ไม่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรหรือคู่สัญญา

3. “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ 4. ต้องเปิดเผยข้อมูลสัญญาต่อสาธารณะ 5. รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม “การลงทุน” และ “ภาษีอากร” ให้กับบริษัทหรือเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านการเกษตรพันธสัญญา

6. ทั้งฝ่ายเกษตรกรและบริษัทเอกชนต้องร่วมกันรับผิดชอบหากทำความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม 7. แต่งตั้ง “คณะกรรมการระงับข้อพิพาท” ทุกจังหวัด และ 8. เมื่อมีการร้องเรียนต้องพิจารณาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน โดยผู้ที่ทำผิดต้องรับโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 แสน-1 ล้านบาท ตามที่กฎหมายกำหนด

ล่าสุด ร่างกม.ข้างต้นอยู่ที่ “สนช.” หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกยกเป็นกฎหมายสำคัญ จึงไม่ได้รีบเร่งพิจารณา !?!

ชาวบ้านได้แต่หวังว่า ตัวเลขสารพิษที่ตกค้างในผัก-ผลไม้ ที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น อาจทำให้รัฐบาลเร่งสปีดออกกฎหมายตัวนี้มา และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดการควบคุมดูแล

ก่อนที่คนไทยจะตายผ่อนส่งเพราะกิน “ผักพิษ” “ผลไม้พิษ” ที่สำคัญ คือ มะเร็งหรือโรคร้ายที่เกิดจากสารพิษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดกับทุกคนที่จับจ่ายซื้ออาหารเข้าร่างกายวันละ 3 มื้อ

อย่าปล่อยให้คนไทยทำงานหนักแล้วสุดท้ายเอาเงินไปซื้อสารพิษกิน และอย่าปล่อยให้ชื่อเสียงไทยแลนด์จาก “ครัวโลก” เป็น “ครัวโรค” !

#เสียเงินบาทเพื่อป้องกันดีกว่าเสียเงินพันเพื่อรักษา
#วันนี้คุณทานเอมมูร่าหรือยัง

ครั้งแรกของโลก!
นักวิจัย มช.ค้นพบสารสกัดเมล็ดงายับยั้งมะเร็ง 

พบแล้ว!! สารสกัดงาดำ รักษามะเร็งครั้งแรกในโลก

วันนี้ใครบ้างไม่รู้จัก “เซซามิน” นักวิจัยดีเด่น หัวใจไอยราฯ รศ.ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนไทย เจ้าของฉายาระดับโลก “King of Sesamin”   รศ.ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ นักวิจัยผู้ไขความลับมหัศจรรย์ในเมล็ดงา

ปรบมือรัวๆ เลย!!! นักวิจัยไทยสุดเจ๋ง ค้นพบ “สารงาดำ” รักษามะเร็งครั้งแรกในโลก???
http://deep.tnews.co.th/content/191484/

เซซามินกับ …”WinNews”
http://www.winnews.tv/news/4034

เซซามินกับ …”โลกวันนี้”
http://www.lokwannee.com/web2013/?p=222106

เซซามินกับมะเร็ง

มช.เจ๋งพบสารเซซามิน “งาดำ” รักษามะเร็งครั้งแรกของโลก

 

เซซามิน VS สาร Cytokines จาก H1N1

Effect of sesamin against cytokine production

เรื่องดีๆ แบบนี้ ต้องขยาย

มีข่าวดีมาก มาบอกครับ
ผลงานวิจัยของนักวิจัยไทย ไอยรา ได้ยอมรับให้มีการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ชื่อว่า In Vitro of Cellular and Developmental Biology คือเรื่อง

“Effect of sesamin against cytokine production from influenza type A H1N1-induced peripheral blood mononuclear cells: computational and experimental studies”

แสดงให้เห็นว่า เราคือผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ที่แท้จริง และเป็นคนแรกของโลก
และเป็นการยืนยันว่า สิ่งที่ได้ทำการเสนอไปนั้น มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ไม่ใช่การใช้การจินตนาการ หรือแอบอ้างผลงานวิจัย และความคิดของผู้อื่น
รายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงสารเซซามิน จากงา สามารถยับยั้งการหลั่งสาร Cytokines ที่ถูกกระตุ้นด้วย H1N1 นอกจากนั้น ยังสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Neuraminidase ของเชื้อไวรัสอีกด้วย โดยการวิเคราะห์ทางซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และการทดสอบทางชีวเคมี

ผมดีใจมากครับ ……
นักวิจัยไอยรา 18 สิงหาคม 2558

ขอบคุณที่มาของข้อมูล: Prachya Kongtawelert