Category Archives: ความรู้คู่ “โรค”

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เรียนรู้สาเหตุ ที่มา ที่เป็นไปของโรคต่างๆ เพื่อหาทางแก้ได้ถูกจุด ตรงสาเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ และทำให้ จากโรคหนึ่ง กลายเป็นอีกโรคหนึ่งได้

สารสกัดเซซามินสูตรพิเศษ VS ไวรัส MERs

MERS

เรื่องราวมีสาระกับสารสกัดเซซามินสูตรพิเศษ

จากรายงานการวิจัยพบว่า การติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรค MERS-CoV นั้น ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมาก (poor outcome) จะมีการแสดงออกของ Interferon Gamma ต่ำ แต่ในผู้ที่ติดเชื้อ และมีชีวิตรอดมาได้ (survivor) จะมีการแสดงออกของ Interferon Gamma สูงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก

จากการศึกษาวิจัยของเรา เราได้ค้นพบว่า เมื่อนำเอาเม็ดเลือดขาวของอาสาสมัคร ที่ทานสารสกัดเซซามินสูตรพิเศษ เป็นระยะเวลา 15 วัน และทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยดูการแสดงออกของยีนที่สร้าง Interleukin – 2 (IL-2) และ Interferon – Gamma (IFN-Gamma) จากเม็ดเลือดขาว (PBMCs) เพิ่มมากขึ้นกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนั้น ยังพบว่าสารเซซามินสูตรพิเศษ ที่มีอยู่ในงา มีผลต่อต้าน pro-inflammatory cytokines ต่าง ๆ ที่ทำเกิด Cytokine Storm อีกด้วย (ได้จดสิทธิบัตรที่ US, Thailand และ Malysia)

เรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ….
รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ

———

ที่มาจากประเด็นข่าว

จุฬาฯ ชี้เชื้อ“เมอร์ส”หากติดแล้วคนสูงวัยเสี่ยงตายสูง…. 

” ศ.นพ.ยง กล่าวอีกว่า สำหรับการรักษานั้นขณะนี้ยังไม่มียารักษาไวรัสเมอร์โควีได้ แต่การรอดของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานในร่างกาย กลุ่มผู้สูงอายุจะมีโอกาสเสียชีวิตสูง ทั้งนี้ กลุ่มประชาชนที่จะไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง…….

อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/สังคม/368938/จุฬาฯชี้เชื้อเมอร์สหากติดแล้วคนสูงวัยเสี่ยงตายสูง

 

รู้ทันเมอร์ส-คอฟ ไวรัสที่ร้ายกว่าอีโบล่า ไม่มียารักษา!!!

images (9)

ในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนก็คงจะได้ยินชื่อโรคแปลก ๆ อยู่โรคหนึ่ง นั่นคือ “โรค MERS-CoV” (เมอร์ส-คอฟ) โรคที่หลายคนก็คงจะสงสัยว่าเป็นโรคอะไร มีอันตรายอย่างไรต่อคน และเราสามารถหลีกเลี่ยงการรับเชื้อได้อย่างไรกันบ้าง

โรค MERS-CoV (เมอร์ส-คอฟ)

ย่อมาจากคำว่า Middle East Respiratory Syndrome หรือกลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง เกิดจากการติดเชื้อในกลุ่ม โคโรน่าไวรัส (Coronavirus: CoV) ทำให้ชื่อย่อของเชื้อโรคนี้ในภาษาอังกฤษ จึงใช้คำว่า MERS-CoV นั่นเอง

โคโรน่าไวรัสเป็น RNA ไวรัส ที่สามารถก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจและระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งส่วนมากแล้วอาการน้อยและบางครั้งอาจรุนแรงมาก) หากยังจำกันได้ เมื่อปี ค.ศ. 2002-2003 ขณะนั้นมีโรคซาร์ส โคโรน่าไวรัส (SARS Coronavirus) เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน

แต่การติดเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ล่าสุด พบว่ามีการรายงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2555 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ต่อมาเชื้อได้แพร่กระจายไปยังประเทศใกล้เคียง ได้แก่ การ์ตา จอร์แดน ฝรั่งเศส อิตาลี และ ตูนิเซีย เดิมทีเราเรียกไวรัสชนิดนี้ว่า “โนเวล โคโรน่า ไวรัส: Novel Corona virus) แต่ในปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกได้ใช้ชื่อเรียกใหม่ว่า Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus หรือ โรค MERS-CoV (เมอร์ส-คอฟ) ที่สามารถพบการติดเชื้อได้ในทุกกลุ่มอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบในผู้ใหญ่ และมีอัตราการเสียชีวิตราวร้อยละ30 (ข้อมูล ณ วันที่ 24 เมษายน 2557) ความสำคัญของการพบโรคนี้ก็คือ นอกจากอัตราการเสียชีวิตที่สูงแล้ว ยังพบการแพร่กระจายจากคนสู่คน โดยเฉพาะบุคคลที่อาศัยภายในบ้านเดียวกันนั่นเอง

อาการที่สังเกตได้คือ มักพบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงมีอาการรุนแรงแล้ว ซึ่งผู้ป่วยมักมีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการไอหอบ หายใจลำบาก ในรายที่อาการรุนแรงพบว่าผู้ป่วยจะมีอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจมีลักษณะของกลุ่มอาการในระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันอย่างรุนแรง คือมีอาการหอบเหนื่อยตามความรุนแรงของภาวะขาดออกซิเจน

แนวทางการรักษา เนื่องด้วยโรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ ทำให้ข้อมูลการใช้ยาต้านไวรัสค่อนข้างจำกัด และยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะต่อเชื้อนี้ในการรักษา จึงทำได้เพียงให้การรักษาตามอาการและการรักษาแบบประคับประคอง จนกว่าการอักเสบในระบบทางเดินหายใจจะลดน้อยลงจนหายเป็นปกติดี

สำหรับการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะเรายังไม่มียาที่ใช้ทำลายเชื้อนี้ได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการไข้สูง ไอ หอบ หายใจเร็ว ก็ควรให้ผู้ป่วยสวมผ้าปิดปาก-จมูก และมาพบแพทย์พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่หากมีประวัติเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย การ์ตา จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส ตูนิเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย กรีซ และฟิลิปปินส์ ส่วนผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ก็ให้สวมหน้ากากอนามัย และหมั่นรักษาความสะอาดมือ ทั้งผู้ป่วยเองและคนรอบข้างกันด้วย

ที่มา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์กำธร มาลาธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และอาจารย์ประจำภาควิชา อายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

—–

MERS Cov_infographic2

รู้จักไวรัสมรณะ เมอร์ส ที่มีความน่ากลัวกว่าไวรัสอีโบลา หากเชื้อเข้าปอดแล้วโอกาสเสียชีวิตมีสูงถึง 36% แถมทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถติดต่อได้ทั้งผ่านทางเดินหายใจ-สารคัดหลั่ง หากแพร่เข้าปอดจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 4 วัน…

หลังจากที่ทั่วโลกต้องตื่นตระหนกหลังพบ ไวรัสมรณะ ‘เมอร์ส’ (mers virus Middle East Respiratory Syndrome coronavirus: MERS) คือ โคโรนาไวรัส ที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ที่กลับมาระบาดในเอเชียอีกครั้ง เพราะไวรัสตัวนี้ติดง่ายกว่าเชื้ออีโบลา (Ebola) ถ้าเชื้อแพร่กระจายเข้าปอดแล้วโอกาสเสียชีวิตมีสูงถึง 36%

ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนชื้นช่วงต้นฤดูฝน ในพื้นที่เขตเส้นศูนย์สูตรแถบเอเชีย ทำให้อุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสในหลายประเทศ แต่ความร้อนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการระบาดของเชื้อไวรัสมรณะเมอร์ส

ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้รวม 30 คน หลังจากเดินทางกลับจากตะวันออกกลาง จากการตรวจสอบของทีมข่าวไทยรัฐ พบว่า ไวรัสเมอร์สมีความน่ากลัวกว่าไวรัสอีโบลา เพราะสามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนสูง ระหว่างอุณหภูมิ 25-30 องศาเซลเซียส ในสภาพแวดล้อมนานถึง 2 วัน เพราะมันมีถิ่นกำเนิดในแถบทะเลทรายที่ร้อนเกือบ 50 องศาเซลเซียส

หากผู้ป่วยที่ติดเชื้อเกิดจามขณะมีผู้คนเดินผ่านในรัศมี 1 เมตร ผู้นั้นสามารถติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างง่ายดาย จากละอองน้ำลาย น้ำมูก และเสมหะของผู้ติดเชื้อ ร่างกายและอุณหภูมิของมนุษย์เป็นที่อยู่อาศัยชั้นเลิศ ในการเพิ่มจำนวนไวรัส หลังเข้าร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ หรือสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำลาย หรืออสุจิ มันจะเข้าไปฝังตัวในเซลล์ของมนุษย์ทันที และใช้องค์ประกอบจากเซลล์มนุษย์ ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมที่ 37 องศาเซลเซียส เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ให้กลายเป็นไวรัสเมอร์สตัวใหม่ และเซลล์มนุษย์ที่ติดเชื้อก็จะตายลง ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายล้มเหลว โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ปอด และไต

ผู้รับเชื้อจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ และทรุดลงอย่างรวดเร็วเมื่อไวรัสลงปอด จะมีชีวิตอยู่ไม่เกิน 4 วัน จึงเป็นเรื่องน่าห่วงกับพี่น้องมุสลิมที่จะเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ช่วงหลังกลางเดือนสิงหาคมนี้ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพราะไวรัสตัวนี้มีถิ่นกำเนิดในดินแดนอาหรับและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน

ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ทั่วโลกกว่า 1,100 คน เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 400 คน ขณะที่ ยอดผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้จากไวรัสชนิดนี้เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่องค์การอนามัยโลก ยังไม่มีการประกาศห้ามเดินทางไปยัง ประเทศที่พบผู้ป่วยแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ออกประกาศเตือนคนไทยในเกาหลีใต้ให้ระมัดระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเมอร์สในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อาศัยในเขตเมืองแดจอน และพื้นที่ใกล้เคียงให้เพิ่มความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นแหล่งติดเชื้อได้ รวมถึงหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ และใช้หน้ากากอนามัยปิดปาก และจมูก เมื่อมีอาการไอ หรือ จาม แต่หากมีอาการไม่สบายหรือเป็นไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ด้วยความห่วงใย จากทีมงานบ้านน้ำใจ
www.baannumjai.com
บ้านน้ำใจ รักษ์สุขภาพ

กินกลูโคซามีน-ระวังตาบอด

กลูโคซามีน

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลูโคซามิน เป็นทั้งยาและอาหารเสริมในประเทศไทย ใช้ในข้อเข่าเสื่อม ทั้งนี้เป็นที่รับรู้ว่าไม่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างข้อหรือกระดูกอ่อนใดๆ ทั้งสิ้น แต่มีผู้ป่วยบางรายใช้แล้วรู้สึกดี โดยไม่มีใครทราบกลไกการออกฤทธิ์แน่นอนในการบรรเทาปวด

ทั้งนี้มีรายงานทางวิทยาศาสตร์บางชิ้นพบว่า กลูโคซามินไปกระตุ้นสารต้านการอักเสบ นัยว่าทำให้ปวดน้อยลง แต่เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์จริงๆ มีค่อนข้างน้อยมาก คำแนะนำของสมาคมโรคข้อของสหรัฐจึงไม่แนะนำให้ใช้ แต่ถ้าผู้ป่วยยืนยันจะใช้ก็ควรให้ลองดูประมาณ 1-2 เดือน ไม่เห็นผลก็ให้เลิกไป

ในประเทศไทยเพียงกลูโคซามินตัวเดียวก่อเหตุประหนึ่งเป็นยาวิเศษ ที่คนไข้ต้องได้รับและควรต้องเบิกได้ โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหาร ไต ไม่ก่อให้เกิดเส้นเลือดในหัวใจ หรือในสมองตัน แบบยาแก้ปวดทั่วไป (ชนิดไม่ว่าถูกหรือแพง) เช่น diclofenac (voltaren) ibuprofen (brufen) และตระกูล Coxibs ทั้งหลายเช่น celecoxib (Celebrex) etoricoxib (Areoxia) และเมื่อกินกลูโคซามิน ถึงไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็อุ่นใจได้กินยา เป็นกำลังใจหรือที่เรียกว่า placebo effect

จนมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม มีรายงานในวารสารสมาคมแพทย์สหรัฐทางจักษุวิทยา (JAMA) ว่าผู้ใช้กลูโคซามีน จะมีความดันในลูกตาสูงขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีต้อหินอยู่บ้าง หลังจากกินกลูโคซามิน ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อหยุดกิน ความดันก็ลดลง

คำเตือนจากรายงานนี้คือผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อม มักเป็นผู้สูงอายุอยู่แล้ว และมักมีปัญหาโรคตาร่วมด้วย โดยเฉพาะต้อกระจก และต้อหิน ทั้งนี้ต้อหินซึ่งเกิดจากความดันน้ำในลูกตาสูง ซึ่งจะทำให้ตาบอดนั้น อาจไม่มีอาการเตือน คือไม่มีอาการเจ็บลูกตาก็ได้ เมื่อใช้กลูโคซามิน สายตาก็จะเลวลงเรื่อยๆ และอาจบอดในที่สุด

เพราะฉะนั้น ถ้าคนไข้ยืนยันที่จะใช้กลูโคซามิน หมอหรือแม้แต่ร้านขายอาหารเสริม ถ้าจะส่งเสริมให้ใช้ ต้องแนะนำผู้ใช้ว่ามีโรคตาต้อหินหรือไม่ ถ้ามีไม่ควรใช้ ถ้าไม่ทราบควรตรวจก่อน ถ้าไม่มีแล้วจะใช้กลูโคซามิน ก็ต้องติดตามตรวจความดันลูกตาเป็นระยะ ทั้งนี้ต้องระลึกไว้เสมอว่า เข่าปวดอาจไม่หาย แถมตาบอดเข้ามาอีก

หมายเหตุ  มีงานวิจัย พบว่า เซซามิน สารสกัดจากงาดำ มีกลไกในการออกฤทธิ์ป้องกัน และรักษาโรคข้อเสื่อมได้เป็นอย่างดี  

โดยเซซามิน จะทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ อินเตอร์ลิวคิน-1 เบต้า ซึ่งเป็นตัวเร่งและกระตุ้นให้เกิดการทำลายเส้นใยคอลลาเจน และสารชีวโมเลกุลต่างๆ ของเนื้อกระดูกอ่อน ดังนั้น หากผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง ได้รับสารเซซามินจากงาดำในปริมาณที่เพียงพอ จะสามารถป้องกันและระงับอาการของโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบได้

ยิ่งกว่านั้น สารเซซามิน ยังช่วยกระตุ้นให้เซลล์สร้างกระดูก แม้ในคนทั่วไป หากได้บริโภคสารเซามินเป็นประจำ ก็จะช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก ป้องกันปัญหากระดูกพรุน กระดูกบาง ได้อีกทางหนึ่ง

สนใจเซซามิน ติดต่อศูนย์จำหน่ายเอมมูร่า บ้านน้ำใจ 086 604 7044
สนใจเซซามิน ติดต่อศูนย์จำหน่ายเอมมูร่า บ้านน้ำใจ 086 604 7044

ทานอาหารครบ 5 หมู่สู้โรคร้ายได้

อาหาร 5 หมู่

ปัจจุบันผู้คนต่างรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์และส่วนมากรับประทานอาหารที่มีสารพิษ สารปนเปื้อนต่างๆ และไม่ค่อยมีเวลาทำอาหาร ส่วนมากก็จะซื้ออาหารถุง อาหารสำเร็จรูป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแม่ค้าทำอาหารสะอาดถูกหลักอนามัย และได้รับสารอาหารทั้ง 5 หมู่หรือไม่

ทุกคนต้องการอาหารไปเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะการแบ่งเซลล์ในร่างกายนั้นต้องอาศัยสารอาหารประเภทต่างๆ ที่บริโภคเข้าไป อาหารเสริมสร้างอวัยวะของร่างกายที่สึกหรอ ทรุดโทรม ให้กลับมามีสุขภาพดี ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ นอกจากนี้ในการเผาผลาญอาหารยังช่วยให้มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นด้วย พลังงานความร้อนนี้จะทำหน้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ผู้ที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณ และคุณค่าครบถ้วน จะช่วยให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โอกาสในการติดโรคต่างๆ จะมีน้อย ถ้ามีอาการเจ็บไข้ ก็จะมีความรุนแรงน้อย เนื่องจากร่างกายมีความต้านทานโรค ผู้ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ย่อมทำให้ชีวิตมีความสุข

ให้สำรวจตัวเองว่า วันนี้คุณทานอาหารครบ 5 หมู่หรือยัง การกินอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ หรือกินอาหารซ้ำซากเพียงบางชนิดทุกวัน อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป อาหารแต่ละชนิดประกอบด้วยสารอาหารหลายประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ และยังมีสารอื่นๆ เช่น ใยอาหาร ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ตามปกติ ในอาหารแต่ละชนิดจะประกอบด้วยสารอาหารต่างๆ ในปริมาณที่มากน้อยต่างกัน โดยไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะมีสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ดังนั้นในวันหนึ่งๆ เราต้องกินอาหารหลายๆ ชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารครบตามที่ร่างกายต้องการ

รักและห่วงใยสุขภาพ
จาก ทีมงานบ้านน้ำใจ