Category Archives: ความรู้คู่ “โรค”

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เรียนรู้สาเหตุ ที่มา ที่เป็นไปของโรคต่างๆ เพื่อหาทางแก้ได้ถูกจุด ตรงสาเหตุ ไม่ใช่แก้ที่ปลายเหตุ และทำให้ จากโรคหนึ่ง กลายเป็นอีกโรคหนึ่งได้

เอมมูร่า-วี (Aimmura-V)

Aimmura-V Promo
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากงานวิจัย ทางเลือกในการดูแลดวงตา สุขภาพที่ดี เสริมสร้างพลังงาน ปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ช่วยลดอาการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ดูแลผิวพรรณ ที่สำคัญเหมาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติอย่างยิ่ง

ส่วนผสมที่สำคัญ
• งาผงไขมันน้อย (Black Sesame Powder) : เป็นผงงาคัดพิเศษ ทำจากเนื้องาที่มีน้ำมันน้อย อุดมไปด้วยสารเซซามิน ไฟเบอร์และแคลเซียม รวมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่าง ๆ

• รำข้าวสีนิล (Black Rice Bran Powder) : ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมากที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์

• แป้งข้าวหอมมะลิสุก (Rice Powder : Functional Food Pre-cooked rice) เป็นสารที่ได้จากกรรมวิธีพิเศษทำให้ได้สารที่เรียกว่า polysaccharide peptide (PSP) ที่มีคุณสมบัติไม่ทำให้เกิดการแพ้ การศึกษาวิจัย ทำให้ pre-cooked rice เป็นสารที่เหมาะสมกับคำว่า functional food ที่สามารถช่วยดูแลเกี่ยวกับโรคเรื้อรังต่างๆ

• โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) สร้างพลังงานที่ใช้ในเซลล์ เนื้อเยื่อ และร่างกายสามารถลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆ ช่วยชะลอความแก่และลดความเสี่ยงของโรคร้ายที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ เช่นโรคหัวใจ ข้อเสื่อม อัมพาต ผิวหนังเหี่ยวย่น แม้กระทั่งโรคมะเร็ง กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และสิ่งสำคัญคือมีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจ พบว่า Q10 ช่วยเพิ่มประสิทธิการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างชัดเจน

• สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก และมีส่วนสำคัญที่ใช้บำรุงสุขภาพดวงตา ช่วยให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น ช่วยป้องกันจอประสาทตาจากการถูกทำลายโดยกระบวนการออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระในจอตา และช่วยสร้างโรดอพซิน (Rhodopsin) สารสีม่วงที่พบในจอรับภาพในดวงตา ป้องกันอาการเสื่อมที่เกิดกับดวงตา เช่น ต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด และลดโอกาสการเกิดสภาวะหลอดเลือดแข็ง ทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ลดภาวะหรืออาการปวดจากเส้นเลือดขอด รวมถึงการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดฝอยในตา ซึ่งให้ผลดีในผู้ป่วยเบาหวาน

addline_and_order_aimmura

เซซามิน รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

การจะให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เก่ง) สามารถทำงานได้เก่งมากขึ้น (จนสามารถไปทำลายเซลล์มะเร็ง) นั้น ในการวิจัยที่ใช้สารอาหารไปกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยใช้สารอาหารเพียงตัวเดียว จึงรู้ผลของสารอาหารนั้นได้ว่า สามารถกระตุ้นได้ผลจริงอย่างไร ซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยการวัดปริมาณสาร IL-2 ว่ามีมากขึ้นหรือไม่

… ผลจากการวิจัยโดยใช้สาร Sesamin แล้วสามารถอธิบายได้ถึงระดับภายในเซลล์ จึงมั่นใจได้มากๆ เลยครับ

จากรายการขยายข่าว: สัมภาษณ์ ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ โดย ทิน โชคกมลกิจ

นาที 06:05 มะเร็งมันเก่งจริงๆ พอก้อนมันโตใหญ่ขึ้น มันต้องการอาหารเยอะ มันก็ปล่อยสาร VEGF ไปกระตุ้นเส้นเลือดที่อยู่ใกล้ๆ ให้สร้างเส้นเลือดใหม่งอกมาที่ตัวมัน เพื่อเอาอาหาร เอาออกซิเย่น เอาเลือด มาให้มะเร็งกิน

นาที 09:05 สาร IL-2 เป็นสารที่อย.อเมริกาให้การยอมรับเป็นยารักษามะเร็งขั้นสุดท้าย มีเข้ามาในเมืองไทยแล้ว เข็มละ 120,000฿ ต้องฉีด 3 เข็ม 360,000฿
… แต่ในความเป็นจริง เซซามิน (Sesamin) สามารถกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้สร้างสาร IL-2 เพิ่มขึ้นได้ (โดยไม่ต้องจ่ายแพงเป็นแสน)

นาที 09:50 สาร IL-2 นี้ มันอยู่ในร่างกายเรา แล้วมันสร้างขึ้นเอง ทำไมเราไม่ใช้อาหารหรือสารสักอย่างหนึ่ง ที่เมื่อเรากินเข้าไปแล้ว มันสามารถไปกระตุ้นให้ร่างกายเราสร้างสาร IL-2 ขึ้นได้เอง

นาที 10:25 เซลล์มะเร็งมันเก่งจริงๆ มันกดภูมิต้านทาน และทำอะไรหลายอย่าง

นาที 10:35 เราอธิบายได้ว่า เซซามิน (Sesamin) ไปตัดการสร้างเส้นเลือดใหม่

นาที 10:45 แล้วเราก็ให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน (เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เก่งมาก) ให้มันทำงานได้เก่งขึ้น (จนสามารถไปทำลายเซลล์มะเร็ง) ซึ่งพิสูจน์ได้โดยการวัดปริมาณสาร IL-2 ที่มีมากขึ้น

นาที 11:20 สิ่งที่เราค้นพบ เราเจาะลึกลงไปในระดับภายในเซลล์เลยว่า สาร VEGF ที่เซลล์มะเร็งปล่อยออกมากระตุ้นบนผิวเซลล์ แล้วส่งสัญญาณเข้าไปภายในเซลล์นั้น ถูกยับยั้งด้วย เซซามิน (Sesamin) จริง

นาที 11:35 ซึ่งกลไกนี้ เป็นกลไกสำคัญระดับยา

รายการขยายข่าว: สาร Sesamin ในงาดำกับมะเร็ง ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน

เผยแพร่เมื่อ July 27, 2016; ทาง TNN24 ช่อง 16

ป.ล. ข่าวงานวิจัยเซซามินล้วนๆ ไม่กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ใดๆ

aimmura-media1

10 เหตุผลที่ควรกินอาหารเสริม

เอมมูร่า อาหารเสริมดูแลสุขภาพ

ชีวิตคน ทำอย่างไรจะให้มีความสุข สุขภาพดี สรุปลงที่ อาหารมีความสำคัญมาก แต่กินอะไรมาบ้าง มีไม่กี่คนที่จำได้ถึง 10 มื้อ เพราะเรากินทุกวันไม่ได้คำนึงว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราหรือไม่ เรากินอาหารทุกๆ วันโดยคิดถึงอะไรบ้าง เราจำได้ไหมว่ามื้อที่แล้วเรากินอะไร สิ่งที่เรากินเข้าไปก็เพื่อทำให้อิ่ม อร่อย หรืออาจจะง่าย ราคาถูก ดังนั้น เราจึงมีปัญหาสุขภาพต่างๆ เยอะแยะมากมาย ก็เลยต้องมีตัวช่วย ตัวช่วยนั้นคืออะไรครับ สิ่งหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับเรา คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลายคนอาจจะหัวเราะนะว่า ทำไมฉันต้องกินด้วย แต่ท่านเชื่อไหมครับว่าในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น เดนมาร์ก มีคนใช้อาหารเสริมมากถึง 68 % หมายถึง 68 คนใน 100 คน บริโภคอาหารเสริม มีคนรวบรวมไว้นะครับว่า อาหารเสริมมีประโยชน์อย่างไร ทำไมเราต้องกินมันด้วย

1. เกษตรกรรมในปัจจุบันทำให้เราสามารถปลูกพืชผลได้เร็ว ผลผลิตมากมาย ในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้น คุณภาพดินต่ำลง อย่างเห็นได้ชัด ผลไม้ที่ได้จากดินที่ปลูกซ้ำๆ กัน ก็จะมีคุณค่าทางอาหารน้อยลงตามไปด้วยนะครับ

2. อาหารหลายๆ อย่าง ต้องถูกขนส่งระยะทางไกล ขึ้นรถลงเรือ ผลผลิตจากใต้ขึ้นเหนือ ผลผลิตจากเหนือลงใต้ ระยะเวลานานก็ทำให้เกิดการสูญเสีย สารอาหารต่างๆ ในอาหารและผลไม้ เช่น พวกวิตามินซี บีคอมเพล็กซ์ สูญเสียได้

3. ในกระบวนการทำอาหาร เช่น การคลุก การปรุงแต่ง การหมักดองเก็บถนอมอาหารไว้นานๆ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะทำให้มีคุณค่าทางอาหารเสียไป ยากที่เราจะรับมันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

4. ในปัจจุบันพืชทางเกษตรกรรมจำนวนมาก อาจมากกว่าครึ่ง ถูกกระบวนการทางชีววิทยา หรือชีวเคมี พบว่ามีการตกแต่งสารทางพันธุกรรม ซึ่งจริงๆ แล้ว มันคงไม่ได้เกิดโทษ เพราะว่ามันเป็นการตัดแต่งสารทางพันธุกรรม แต่ในอนาคตระยะยาวสิบปีร้อยปีนี่ ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า จะไม่เกิดโทษ

5. นิสัยของเราเอง นิสัยการกิน (บริโภคนิสัย) ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การเคี้ยวอาหาร ทราบไหมว่า การเคี้ยวอาหารช่วยระบบทางเดินอาหารของเราให้ทำงานน้อยลง บางคนพอใส่เข้าปากก็กลืนเลย ถ้าอย่างนี้ก็แย่นิดนึง หรือไม่บางครั้งก็ไม่สามารถดูดซึมอาหารได้ เพราะกระเพาะ ลำไส้ ไม่สามารถย่อยได้ทัน

6. มียาหลายๆ อย่าง ช่วยร่างกายเราแล้ว มันยังไปมีผลในทางไม่ดีกับร่างกายเราด้วย เช่น ยาฆ่าเชื้อ หรือแอนตี้ไบโอติก พอเจ็บคอก็กินยา เป็นนู่นเป็นนี่ก็กินยา ยาแก้อักเสบหลายๆ อย่าง ก็พบว่า สามารถที่จะไประงับยับยั้งการผลิตวิตามินในร่างกายเราตั้งหลายชนิดเลยทีเดียว

7. ในช่วงชีวิตของคนเรา มีช่วงไม่ธรรมดา เช่น คนท้องกินอาหารเปลี่ยนไป หรือวัยฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง

8. มลพิษ (pollution) สารพิษต่างๆ สร้างภาระการทำงานแก่เนื้อเยื่อ และการใช้วิตามิน A, C, E

9. ในอาหารหลายอย่างที่เราเคยกินมาแต่เด็ก ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลง เหลือสารอาหารน้อยลง

10. สารอาหารหลายอย่างที่เรากิน ได้มีการพิสูจน์ทางแลป พบว่า ช่วยดูแลสุขภาพเราได้ เช่น ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หรือโรคเวรกรรม (กรรมพันธุ์) หรือแม้กระทั่งมะเร็ง

ศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ
29 เม.ย. 2560

ผักผลไม้… สาเหตุมะเร็งคนไทย!!!!

ผักพ่นพิษ’เบื้องหลัง‘ไร่พริก’...ทาสยาฆ่าแมลง : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
ที่มา: http://www.komchadluek.net/news/detail/227271

ประเทศไทยมีความพยายามจะประกาศเป็น “ครัวโลก” แต่สภาพตอนนี้ดูเหมือนกลับกลายเป็น “ครัวโรค” เพราะอะไร? มาตรการแก้ไขจะทำได้หรือไม่? โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในวงจร “เกษตรพันธสัญญา” ที่ชาวไร่ชาวนากลายเป็นทาสสัญญาไม่เป็นธรรม

ย้อนไปเกือบสิบปีที่แล้ว คนไทยไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังตายผ่อนส่งด้วยการกินพิษร้ายจากสารเคมีที่ใช้ในแปลงเกษตรทั่วไป โดยเฉพาะผักและผลไม้หลักฐาน มาถูกเปิดเผยเมื่อ “อียู” (สหภาพยุโรป) ซึ่งมีระบบตรวจสอบสารพิษในอาหารที่นำเข้าประเทศ (Rapid Alert System for Food: RASFF) เมื่อปี 2553 หลังสุ่มตรวจผักผลไม้นำเข้าจากไทยพบว่า มีสารเคมีและแมลงศัตรูพืชตกค้างอันดับหนึ่ง

อียูส่งข้อมูลตรงกลับมาที่รัฐบาลไทยพร้อมประกาศห้ามนำเข้าชั่วคราวทันที โดยเฉพาะผักตระกูลถั่ว ตระกูลมะเขือ กะหล่ำ พริก กะเพรา เนื่องจากตกใจที่ตรวจพบยาฆ่าแมลงอันตรายกว่า 20 ชนิดที่ทั่วโลกห้ามใช้เด็ดขาด เช่น คาร์โบฟูราน (Carbofuran), เมโทมิล (Methomyl) ฯลฯ

ผ่านไปหลายปี “อียู” ยังคงตรวจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากไทยแลนด์จะถูกนำมาตรวจเกือบทั้งหมด โดยไม่สุ่มตรวจเหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า สารเคมีพิษที่ตกค้างในอาหารเป็นพิษร้ายอันตรายสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หรือมีอาการทางจิตประสาท

เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ ไทยแพน (Thai-PAN : ThailandPesticide Alert Network) เริ่มสุ่มตรวจในประเทศอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เจอข้อมูลสะเทือนขวัญผู้บริโภคว่า กว่าร้อยละ 60-70 ของผักผลไม้ยอดนิยมที่คนไทยชอบกินนั้น มียาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าโรคพืช และสารเคมีร้ายแรงที่ห้ามใช้ทั่วโลกหลายชนิด

เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคพยายามออกมาผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ดูเหมือนสถานการณ์จะดีขึ้นในพืชผักบางประเภท แต่ตัวเลขล่าสุดของปี 2559 ก็ยังน่าตกใจ เพราะพบสารพิษตกค้างถึง 66 ชนิด รวมถึงที่อียูหวาดผวา 2 ชนิด ได้แก่ “คาร์โบฟูราน” พบตกค้างในพริก และ “เมโทมิล” ในฝรั่ง

4 พฤษภาคม 2559 “ไทยแพน” จัดแถลงข่าวเปิดเผยตัวเลขหลังจากเก็บตัวอย่างผัก 10 ชนิด ผลไม้ 6 ชนิด รวม 138 ตัวอย่าง ได้แก่ กะหล่ำปลี แตงกวา ผักบุ้งจีน มะเขือเทศ ผักกาดขาวปลี คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ กะเพรา และพริกแดง และชนิดผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ แตงโม มะม่วงน้าดอกไม้ มะละกอ แก้วมังกร ฝรั่ง และส้มสายน้าผึ้ง สินค้าสุ่มซื้อมาจากตลาดสดและซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง 7 แห่ง เขตกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ อุบลราชธานี ระหว่าง 16-18 มี.ค. 2559 ตัวอย่างทั้งหมดส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการใน “อังกฤษ” เนื่องจากวิเคราะห์สารพิษตกค้างได้ถึง 450 ชนิด

ผลการตรวจสารพิษตกค้างอันดับ 1 คือ “พริกแดง” พบทั้งหมด 100 %เปอร์เซ็นต์ ของตัวอย่าง อันดับ 2 กะเพราและถั่วฝักยาว พบ 66.67% อันดับ 3 คะน้า 55.56% ส่วนผลไม้นั้น อันดับ 1 คือ ส้มสายน้าผึ้ง และฝรั่ง พบ 100 % รองลงมาเป็นแก้วมังกร มะละกอ มะม่วงน้าดอกไม้ ซึ่งพบสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 71.4 %

และที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้บริโภคมากสุด คือ พบว่าผักและผลไม้ “ปลอดสารพิษ” ที่ได้รับตราคิว “Q” หรือได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กลายเป็นว่ามีสารเคมีมากสุด และสูงถึง 57.1% ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มผักผลไม้ “ไร้สารพิษ” หรือพวกออร์แกนิคไทยแลนด์(Organic Thailand) ซึ่งหมายถึงไม่มีการใช้สารเคมีในแปลงที่ปลูก พบสารพิษตกค้างสูงเกินมาตรฐานถึง 25% หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนตัวอย่าง

ราคาของพืชผักไร้สารพิษ ปลอดสารพิษจะแพงกว่าธรรมดา 2 -3 เท่า เช่น คะน้าขายในตลาดสด 30-50 บาท เพิ่มเป็น 150-250 บาท พริกในตลาดแพ็คละ 20-30 บาท หากเป็นปลอดสารพิษพุ่งสูงถึง 200-300 บาท

“ปรกชล อู๋ทรัพย์” ผู้ประสานงานเครือข่าย ฯ อธิบายว่า ผักคิวคือผักปลอดสารพิษหมายถึงผักที่ใช้สารเคมีบ้างแต่การเก็บเกี่ยวจะระวังไม่ให้มีการตกค้างหลงเหลือมาถึงผู้บริโภค ส่วนผักไร้สารพิษนั้น คือแปลงผักต้องไม่ใช้สารเคมีเลย การสำรวจครั้งนี้ทำให้รู้ว่าผู้บริโภคเหมือนถูกหลอกให้จ่ายแพงกว่า แต่เสี่ยงได้รับพิษเหมือนกัน โดยเฉพาะผักไร้สารพิษที่พบร้อยละ 25 ถือว่าสูงมาก เพราะหลักการแล้วไม่ควรตรวจพบเลย พร้อมกล่าวแนะนำว่า

“ตอนนี้มี 3 มาตรการสำคัญที่จะต้องเร่งทำคือ ส่งข้อมูลให้กระทรวงเกษตรลงไปตรวจสอบว่า เจ้าของสินค้าทำผิดขั้นตอนส่วนไหน หรือ เป็นการแอบอ้าง และจากนี้ไปหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องช่วยกันตรวจสอบผักผลไม้ทั้งไร้สารและธรรมดาว่า กลุ่มที่มีสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานมาจากไร่สวนบริเวณใด 2 ซุปเปอร์มาร์เก็ตและห้างที่วางขายต้องช่วยกันรับผิดชอบคุณภาพสินค้าเกษตร เพราะเป็นตัวกลางที่ได้ผลกำไร ต้องสร้างระบบดูแลคุณภาพของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ และ 3 ผู้บริโภคต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา สร้างเครือข่ายกดดันให้มีการผลิตและวางขายเฉพาะสินค้างเกษตรที่ปลอดภัย”

คำถามที่ยังค้างคาใจคือ ทำไม “พริก” จึงกลายเป็นผักที่มีสารพิษตกค้างมากสุดถึง 23 ชนิด และพบตัวอย่างที่เก็บมาตรวจ ?

ตัวแทนจาก “คณะทำงานติดตามผลกระทบเกษตรพันธสัญญา” เปิดเผยเบื้องหลังฟาร์มพริกให้ฟังว่า ปัจจุบันการปลูกพริกเพื่อจำหน่ายนั้น ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของกลุ่มนายทุนขายเมล็ดพันธุ์พืช โดยเริ่มจากชักชวนเกษตรกรกลุ่มแรกมาสมัครสมาชิกหรือแปลงเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์พริกขายให้แปลงผักทั่วไป ฟาร์มพริกนี้จะต้องรับชนิดพันธุ์ที่ตกลงในสัญญาเท่านั้น และต้องซื้อและต้องใช้ ยาฆ่าหญ้า ยาฆาแมลง ยาฆ่าโรคพืช สารกำจัดวัชพืช ฯลฯ ตามที่ตกลงกันไว้เพื่อให้ได้เมล็ดแม่พันธุ์ที่อวบอิ่ม สวยงาม สีแดงเขียวสดใส จากนั้นนายทุนจะซื้อเมล็ดไปขายให้ชาวไร่ทั่วไปที่ปลูกพริกขาย และทำสัญญาคล้ายคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ใช้สารเคมีจำนวนมาก เพราะกำไรที่นายทุนได้มาจากส่วนนี้เป็นหลัก

“ พริกทั่วไปถ้าไม่ใช้ยาฆ่าแมลงจะไม่ค่อยอวบสวย และต้นพริกโดยธรรมชาติติดโรคและตายง่าย ทำให้ต้องกระหน่ำใส่ยาต่าง ๆ เต็มที่ สารพิษเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อของพริก เพราะสะสมตั้งแต่ในเมล็ดพันธุ์ ไม่สามารถล้างออกได้ คนกินจึงได้รับอันตรายสุด สุ่มตรวจเท่าไรก็เจอ รัฐบาลต้องเริ่มเอาจริงในการจัดการกับระบบเกษตรพันธสัญญาที่หลอกล่อให้ชาวไร่ชาวนากู้ยืมจากนายทุน สุดท้ายไม่มีเงินคืนก็กลายเป็นหนี้สิน ต้องทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ให้ใช้สารเคมีอะไรก็ใช้ นายทุนไม่สนใจว่ามีสารพิษตกค้างไปทำอันตรายคนกินแค่ไหน”

ตัวแทนจากข้างต้น ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายเกษตรกรทางเลือกฯ พยายามผลักดัน “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรพันธสัญญา”เพื่อช่วยดูแลไม่ให้ชาวไร่ชาวนาตกเป็นทาสนายทุน โดยเนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้คือ

1. ห้ามทำสัญญา “ได้เปรียบ” อีกฝ่ายหนึ่ง 2. ห้ามส่งไม่ให้ขาย “พันธุ์พืช-สัตว์” “อาหาร” “ยา” และ“ปัจจัยผลิต” ที่ไม่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรหรือคู่สัญญา

3. “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ 4. ต้องเปิดเผยข้อมูลสัญญาต่อสาธารณะ 5. รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม “การลงทุน” และ “ภาษีอากร” ให้กับบริษัทหรือเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านการเกษตรพันธสัญญา

6. ทั้งฝ่ายเกษตรกรและบริษัทเอกชนต้องร่วมกันรับผิดชอบหากทำความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม 7. แต่งตั้ง “คณะกรรมการระงับข้อพิพาท” ทุกจังหวัด และ 8. เมื่อมีการร้องเรียนต้องพิจารณาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน โดยผู้ที่ทำผิดต้องรับโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 แสน-1 ล้านบาท ตามที่กฎหมายกำหนด

ล่าสุด ร่างกม.ข้างต้นอยู่ที่ “สนช.” หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ถูกยกเป็นกฎหมายสำคัญ จึงไม่ได้รีบเร่งพิจารณา !?!

ชาวบ้านได้แต่หวังว่า ตัวเลขสารพิษที่ตกค้างในผัก-ผลไม้ ที่ถูกเปิดเผยออกมานั้น อาจทำให้รัฐบาลเร่งสปีดออกกฎหมายตัวนี้มา และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดการควบคุมดูแล

ก่อนที่คนไทยจะตายผ่อนส่งเพราะกิน “ผักพิษ” “ผลไม้พิษ” ที่สำคัญ คือ มะเร็งหรือโรคร้ายที่เกิดจากสารพิษเหล่านี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดกับทุกคนที่จับจ่ายซื้ออาหารเข้าร่างกายวันละ 3 มื้อ

อย่าปล่อยให้คนไทยทำงานหนักแล้วสุดท้ายเอาเงินไปซื้อสารพิษกิน และอย่าปล่อยให้ชื่อเสียงไทยแลนด์จาก “ครัวโลก” เป็น “ครัวโรค” !

#เสียเงินบาทเพื่อป้องกันดีกว่าเสียเงินพันเพื่อรักษา
#วันนี้คุณทานเอมมูร่าหรือยัง

ครั้งแรกของโลก!
นักวิจัย มช.ค้นพบสารสกัดเมล็ดงายับยั้งมะเร็ง